พูดกันตามตรง ดิฉันจะรู้สึก "ของขึ้น" ทุกครั้งเมื่อได้ยินคำพูดเกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษสองประโยคนี้
 
๑) "อยากพูดเก่ง ก็ต้องกล้าพูด พูดเยอะๆ ไม่ต้องกังวลว่าจะพูดผิดหรือถูก"
 
และ
 
๒) "ฝรั่งเขาไม่สนใจหรอกว่าถูกแกรมม่าร์รึเปล่า ขอแค่สื่อสารเข้าใจก็พอ"
 
อุเหม่...
 
ดิฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ แต่เป็นผู้ที่ชื่นชมและชื่นชอบภาษา/วัฒนธรรมของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่บางประเทศเป็นอย่างยิ่ง ดิฉันไม่ได้ศึกษาภาษาอังกฤษเป็นวิชาหลัก แต่อาศัยความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวในการค้นโน่นหานี่มาสนองความกระหายใคร่รู้ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหรือสอบถามผู้เชี่ยวชาญ/เจ้าของภาษาโดยตรงค่ะ
 
สำหรับประเด็นแรก ฉันมีความเห็นแยกเป็น ๒ ลักษณะ ดังนี้
 
- ประโยคดังกล่าวถูกต้องเพียงครึ่งเดียว กล่าวคือ ผู้พูดมองเห็นปัญหาหลักในการศึกษาภาษาต่างประเทศของคนไทย และได้แนะแนวทางที่ถูกต้องในการเรียนภาษาให้แล้ว นั่นคือ ต้องใช้ให้บ่อย เพื่อให้คุ้นเคยและสามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว
 
- ประโยคดังกล่าวขาดใจความสำคัญไปส่วนหนึ่ง คือ นอกจากความกล้าที่จะใช้งานแล้ว ผู้ที่ต้องการฝึกฝนทักษะการพูดยังควรต้องใส่ใจเรียนรู้เพิ่มเติมจากผู้อื่น เช่น ควรสังเกตปฏิกิริยาของคู่สนทนา ในบางกรณี เจ้าของภาษาอาจช่วยแก้ไขรูปประโยคที่เราใช้ไม่ถูกต้องด้วยการทวนคำพูดและเปลี่ยนคำบางคำให้ประโยคนั้นสมบูรณ์และถูกต้องยิ่งขึ้น
  
โดยส่วนตัวแล้ว ทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ คือ ต้องรู้จักฟังและรู้จักใช้ค่ะ
  
ส่วนประเด็นที่สอง ดิฉันคิดว่าผู้พูดอาจเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อยค่ะ
 
สิ่งที่หนึ่งผู้เรียนรู้ภาษาต่างประเทศต้องตระหนักไว้ก็คือ ภาษาพูดที่ใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันนั้นแตกต่างไปจากภาษาเขียน และวิธีการพูดของแต่ละบุคคลนั้นก็อาจต่างกันไปตามพื้นเพ/สถานะทางการศึกษาค่ะ
 
การสื่อสารภาษาต่างประเทศในชีวิตประจำวัน บ่อยครั้งที่ผู้พูดอาจละคำบางคำหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคก็ได้ เหลือเพียงใจความสำคัญที่ต้องการสื่อสารเท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสื่อสารอะไรออกไปก็ได้ เจ้าของภาษาบางรายอาจเคยรับรู้พฤติกรรมบางอย่างของผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาต่างประเทศภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นภาษาหลัก และสามารถเลือกใช้คำง่ายๆ เพื่อให้สามารถสื่อสารได้โดยสะดวก
 
(อันที่จริง คนส่วนใหญ่ไม่สามารถจับใจความของสารที่สื่อออกมากได้อย่างครบถ้วนร้อยละ ๑๐๐ หรอกค่ะ สัดส่วนการรับรู้มักอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๖๐ - ๗๐ ของข้อความนั้นๆ จับเอาจากคำหลักที่ผู้พูดใช้วิธีเน้นเสียงของคำนั้นๆ ให้โดดออกมาจากประโยคเต็มค่ะ)
 
ปัญหาหลักข้อหนึ่งสำหรับผู้ที่ศึกษาภาษาต่างประเทศ คือ บ่อยครั้งที่มักสร้างรูปประโยคนั้นๆ ในภาษาแม่ของตัวเองก่อน แล้วจึงแปลข้อความเหล่านั้นให้เป็นภาษาอื่น และอุปสรรคใหญ่ยิ่งที่เกิดขึ้น ก็อยู่ที่ความแตกต่างด้านโครงสร้างประโยคและไวยากรณ์ระหว่างสองภาษานั้นๆ
 
ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถเกิดความคลาดเคลื่อนด้านความเข้าใจได้บ่อยครั้ง เพราะผู้พูดยึดติดกับโครงสร้างภาษาแม่ของตัวเองมากเกินไปและพยายามปรับเปลี่ยนภาษาต่างประเทศอื่นๆ ให้เป็นไปในทำนองเดียวกับภาษาแม่ โดยไม่คำนึงว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดความสับสนและไม่สามารถสื่อสารได้อย่างถูกต้องหรือครบถ้วนกระบวนความได้ค่ะ
 
หากต้องการประสบความสำเร็จในการศึกษาภาษาต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดๆ ก็ตาม ต้องอาศัยความมานะ ช่างคิดช่างสังเกต และเปิดใจ/เปิดหู/เปิดตา รับความรู้จากสื่อต่างๆ เท่าที่จะสามารถทำได้
 
ความเชี่ยวชาญด้านภาษาไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ ไม่ได้มีเส้นทางหรือวิธีลัดใดๆ แต่อยู่ที่ความตั้งใจและความพยายามของเราเองค่ะ